วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

คาดวาเลนไทน์ปี58เงินสะพัดทั่วกรุง1.5พันล้าน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดเม็ดเงินสะพัดทั่วกรุงเทพฯ 1,500 ล้านบาทช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ ดอกกุหลาบแดงจะกลับมาเป็นของขวัญที่ได้รับความนิยมสูงสุดอีกครั้ง ในขณะที่คนกรุงนิยมบอกรักผ่านสื่อออนไลน์มากสุด
จากบทวิเคราะห์ล่าสุดของศูนย์วิจัยกสิกรไทยต่อช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ในปีนี้ระบุว่า ปีนี้คาดว่าจะเป็นอีกหนึ่งปีที่เทศกาลดังกล่าวจะได้รับการตอบรับจากกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายมากพอสมควร เนื่องจากบรรยากาศในปีนี้ไม่มีแรงกดดันทางการเมือง อีกทั้งยังตรงกับวันเสาร์ซึ่งถือเป็นวันหยุดของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายโดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น/ วัยเรียน และคนทำงานบางกลุ่ม จึงทำให้จำนวนคนที่สนใจทำกิจกรรมวาเลนไทน์ในปีนี้เพิ่มขึ้นกว่าปีที่แล้ว
ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยฯ คาดว่า การจับจ่ายในช่วงเทศกาลดังกล่าวในปี 2558 จะมีเม็ดเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 1,500 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้าราว 7.2% โดยผู้บริโภคจะมีค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าและทำกิจกรรมต่างๆ เฉลี่ย 1,200 บาท/ คน สำหรับกลุ่มวัยรุ่นอายุ 15-24 ปี ในขณะที่วัยทำงาน (อายุ 25-39 ปี) จะมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยขยับขึ้นมาที่ 2,300 บาท/ คน
สำหรับของขวัญวาเลนไทน์ที่คาดว่าจะได้รับความนิยมสูงสุดในปีนี้ ได้แก่ ดอกกุหลาบแดง ซึ่งจะเป็นของขวัญที่กลับมาฮิตอีกครั้งในปีนี้ รองลงมา ได้แก่ ช็อคโกแลต สินค้าแฟชั่น (เสื้อผ้า/ กระเป๋า/ รองเท้า) และเครื่องประดับ ตามลำดับ
ขณะที่การรับประทานอาหารนอกบ้านยังคงเป็นกิจกรรมพิเศษที่นิยมทำมากที่สุด รองลงมาเป็นการดูหนัง/ฟังเพลง และการเดินเล่นช้อปปิ้ง
นอกจากนี้ ผลจากการเข้าสู่สังคมดิจิตอล รวมถึงการเติบโตของสมาร์ทโฟนและการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตของกลุ่มเป้าหมาย ยังทำให้การบอกรักออนไลน์ขึ้นแท่นเป็นสื่อรักยอดนิยมของคนกรุงเทพฯ โดยช่องทางที่ได้รับความนิยมสูงจากกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ แอพพลิเคชั่นสำหรับแชทอย่าง Line และโซเชียล มีเดียต่างๆ
ธุรกิจที่คาดว่าจะได้อานิสงส์จากเทศกาลวาเลนไทน์ ได้แก่ ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร ร้านจำหน่ายดอกไม้ หรือแม้แต่เกษตรกรผู้ปลูกดอกกุหลาบ ซึ่งคาดว่าจะสร้างยอดขายได้มากเป็นพิเศษในช่วงดังกล่าว

ที่มา ข่าวอสังหา

วันพุธที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2557

สุขุมวิทยังฮอตคอนโดฯหรูเรียงรายเปิดยันปีหน้า

ทำเลสุขุมวิทฮอตไม่เลิก หลังบริษัทอสังหาฯ รายใหญ่ยังคงดาหน้าผุดคอนโดฯ หรูต่อเนื่องไปถึงช่วงต้นปีหน้า ราคาขายไม่ต่ำกว่า 125,000 บาทต่อตารางเมตรแน่นอน
หลังจากที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเมืองกรุงตกอยู่ในภาวะชะลอตัวมาช่วงระยะเวลาหนึ่งด้วยปัจจัยลบจากสถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยในตลาดระดับลักซ์ชัวรี่ที่ดูเหมือนจะเงียบๆ มาสักพัก เนื่องจากที่ดินสำหรับการพัฒนาโครงการในระดับนี้ เริ่มหายากขึ้นทุกที แต่ใช่ว่าจะเป็นทางตันของตลาดคอนโดฯ เสียทีเดียว
หากพูดถึงดีมานด์หรือความต้องการของผู้ซื้อในตลาดต่อสินค้าประเภทคอนโดฯ ใจกลางเมืองนั้นยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง เพราะผู้ที่ซื้อส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่มีเงินเย็นอยู่ในมือมากพอที่จะซื้อเมื่อเจอสินค้าที่ถูกใจ ต่างกับตลาดคอนโดฯ ระดับกลางไปจนถึงตลาดล่างที่ยอดขายจะอิงกับปัจจัยรอบด้านไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจหรือว่าการเมือง
ดีมานด์สำหรับคอนโดฯ หรูในกรุงเทพฯนั้น ยังไม่ได้จำกัดอยู่ในกลุ่มของผู้ซื้อชาวไทยเท่านั้น แต่ยังมีผู้ซื้อ-นักลงทุนชาวต่างชาติที่มองว่าราคาของคอนโดฯ ในทำเลไพรม์ของกรุงเทพฯ ยังคงมีราคาที่ถูกกว่าเมื่อเทียบกับสินค้าในระดับเดียวกันในทำเลไพรม์ของสิงคโปร์ ฮ่องกง หรือมาเลเซีย
หนึ่งในทำเลไพรม์ที่ยังคงต้องจับตามองอยู่ตลอด ได้แก่ ย่านสุขุมวิทช่วงต้นไปจนถึงช่วงกลางตั้งแต่สุขุมวิทซอย 1 ไปจนถึงบีทีเอสสถานีพร้อมพงษ์ ซึ่งเป็นบริเวณที่ตั้งของศูนย์การค้าใหญ่ของเดอะมอลล์กรุ๊ปที่กำลังขยายอาณาจักร Em District ด้วยการปรับปรุงศูนย์การค้าเก่าพร้อมสร้างอีก 2 ศูนย์การค้าใหม่ อีกทั้งยังมีตึกอาคารสำนักงานสร้างใหม่ แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มของความคึกคักของย่านดังกล่าวได้เป็นอย่างดี
โดยในช่วงระหว่างไตรมาสสุดท้ายของปี 2557 ไปจนถึงช่วงไตรมาสแรกของปี 2558 จะมีโครงการคอนโดฯ หรู โดยผู้ประกอบการรายใหญ่ตบเท้ามาเปิดตัวอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น โนเบิล รีโคล สุขุมวิท 19 ของค่ายโนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ ที่เปิดลงทะเบียนรับสิทธิ์จองก่อนที่จะเปิดให้จองอย่างเป็นทางการในวันที่ 28 กันยายนในราคาเริ่มต้นที่ 5.1 ล้านบาท หรือตกประมาณตารางเมตรละ 150,000 บาท
ในย่านเดียวกัน อนันดา ดีเวลลอปเมนท์ก็ประกาศผุดคอนโดฯ หรูแบรนด์แอชตัน ออกมา โดยโครงการดังกล่าวอยู่ใกล้กับสถานี MRT สุขุมวิทเพียง 20 เมตรเท่านั้น ส่วนราคาเปิดตัวสำหรับห้องขนาด 1 ห้องนอน พื้นที่ 30 ตารางเมตรอยู่ที่ 6.9 ล้านบาทหรือประมาณ 230,000 บาทต่อตารางเมตร
หากกระโดดข้ามไปอีกฝั่งของแยกอโศก บริเวณซอยไผ่สิงโต (เยื้องกับศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์) ไซมิส แอสแสท ก็มีแผนที่จะผุดคอนโดฯ “ไซมิส ควีน” ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2558 ราคาเปิดตัวที่ตารางเมตรละ 125,000 บาท ซึ่งโครงการดังกล่าวจะเปิดตัวตามหลังโครงการ “ไซมิส เอ็กซ์คลูซีฟ สุขุมวิท 31″ ที่มีแผนจะเปิดขายในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ในราคาเริ่มต้นที่น่าจะพอๆ กันที่ 125,000 บาทต่อตารางเมตร
สำหรับโครงการอื่นๆ ในย่านสุขุมวิทตอนต้นที่เตรียมจะเปิดตัวในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ไปจนถึงช่วงไตรมาสแรกของปีหน้า อาทิ โครงการคิว นานา ของค่ายคิวเฮ้าส์ (Q4) โดยคาดว่าจะเปิดตัวที่ราคา 250,000 บาทต่อตารางเมตร, โครงการไฮด์ สุขุมวิท 11 ของแกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พร็อพเพอร์ตี้ (Q4) โดยราคาเปิดตัวน่าจะอยู่ที่ประมาณ 180,000 บาทต่อตารางเมตร, โครงการเซอร์เคิล ไรน์ สุขุมวิท 12 ของเฟรเกรนท์ พร็อพเพอร์ตี้ ที่จะเปิดพรีเซลในวันที่ 18 ตุลาคม 2557 นี้ ณ โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ สุขุมวิท และอีกหนึ่งโครงการจากค่ายสิงห์ พร็อพเพอร์ตี้บนถนนอโศกที่คาดว่าจะเปิดตัวในช่วงต้นปีหน้า ในราคาที่คาดว่าจะไม่ต่ำกว่า 150,000 บาทต่อตารางเมตร
โครงการใหม่ๆ เหล่านี้จะได้รับการตอบรับจากดีมานด์ที่นักวิเคราะห์และคนในวงการมองว่ามีอยู่อย่างต่อเนื่องได้ดีเพียงใดคงเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองต่อไป
ที่มา http://www.ddproperty.com/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B9%8C-%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1/2014/9/64090/%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AE%E0%B8%AD%E0%B8%95%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%AF%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%B5%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2

วันอังคารที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2557

สงครามกลางเมืองกับอสังหาริมทรัพย์

สงครามกลางเมืองกับอสังหาริมทรัพย์



สงครามกับอสังหาริมทรัพย์ เป็นสิ่งที่ไม่เข้ากัน ในยามสงคราม อสังหาริมทรัพย์ก็ไร้ค่า ในยามสงบอสังหาริมทรัพย์ก็เติบใหญ่ โดยที่ประเทศไทยเสี่ยงต่อสงครามกลางเมืองระหว่างผู้คิดต่าง บทความวันนี้จึงขอเสนอบทเรียนในต่างประเทศให้เป็นอุทธาหรณ์กับเพื่อนร่วมชาติไทย 
          กรณีศึกษาที่นำเสนอได้แก่ กรณีอาเจะห์ พยัคฆ์ทมิฬอีแลม โจรใต้ฟิลิปปินส์ สงครามกลางเมืองในสหรัฐอเมริกา สงครามเวียดนาม เป็นต้น สงครามกลางเมือง การต่อสู้กันเองของคนในชาติ นำมาซึ่งความสูญเสียชีวิต และแน่นอน ทรัพย์สิน อสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ ต้องเสียหายไปมากมาย ลองดูกรณีต่อไปนี้:
          1. กรณีกบฎอาเจะห์ ชาวอาเจะห์เคยเป็นอิสระและสมัครใจรวมกับอินโดนีเซียในปี พ.ศ.2502 แต่พอต้องการแยกตัว ซึ่งพวกเขามีความชอบธรรมที่จะทำเช่นนั้น อินโดนีเซียกลับไม่ยอม ส่งทหารเข้าปราบปรามจนมีผู้เสียชีวิต 15,000 คน หลายคนเข้าใจผิดว่ากบฏอาเจะห์สงบลงเพราะการเจรจาและการล้างปัญหาโดยสึนามิ แต่ในความเป็นจริงปรากฏว่า ในช่วงปี พ.ศ.2545-2547 กบฎถูกปราบหนักจนแทบราบคาบ ผู้นำใหญ่เสียชีวิต และพอเกิดสึนามิเมื่อปลายปี พ.ศ.2547 ที่ทำให้ประชาชนเสียชีวิตไปราว 200,000 คนจาก 4,400,000 คน ไฟกบฎก็มอดสนิทไปในที่สุด {1}
          2. กรณีกบฎพยัคฆ์ทมิฬอีแลม การต่อสู้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2526 ระหว่างชาวทมิฬผู้นับถือศาสนาฮินดูกับชาวสิงหลผู้นับถือศาสนาพุทธจนลุกลามเข้ากรุงโคลอมโบ มีอยู่ช่วงหนึ่งตำรวจต้องถือปืนกลคอยตรวจตราตามสี่แยกเพราะอาจถูกโจมตีได้ตลอดเวลา สนามบินก็ปิดในช่วงค่ำด้วยฝ่ายกบฏซึ่งมีสนามบินของตนเอง อาจใช้ความมืดลอบบินมาถล่มได้ มีการเจรจาสงบศึกในประเทศไทย 2-3 หน แต่ในที่สุดรัฐบาลศรีลังกาก็ส่งทหารเข้าปราบเด็ดขาด หัวหน้ากบฎและพลพรรคถูกปลิดชีพเป็นจำนวนมาก ในครั้งนั้นองค์การสหประชาชาติ “เต้น” อยู่พักหนึ่ง หาว่า “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” แต่ก็เงียบไปและศรีลังกาก็คืนสู่ความสงบในที่สุด {2}
          3. กรณีโจรใต้ของฟิลิปปินส์ เป็นกรณีของกบฏมุสลิมทางตอนใต้ของประเทศ ซึ่งมีปัญหากันมา 40 ปีแล้ว จนมีผู้เสียชีวิตถึง 150,000 คน แต่ขณะนี้รัฐบาลก็บรรลุข้อตกลงกับกลุ่มกบฏกลุ่มใหญ่ที่สุดแล้ว อย่างไรก็ตามเมื่อปลายปี พ.ศ.2556 ก็ยังมีกลุ่มกบฏกลุ่มเล็กกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มแนวร่วมปลดแอกแห่งชาติโมโร (MNLF) พยายามที่จะสร้างสถานการณ์เพื่อป่วนการเจรจาสันติภาพ จนในที่สุดรัฐบาลต้องส่งกำลังเข้าปราบปราม ทำให้มีทหารตำรวจเสียชีวิตรวม 23 นาย พลเรือนถูกสังหาร 12 คน ส่วนกลุ่มติดอาวุธถูกสังหารไปทั้งสิ้น 183 คน ส่วนอีก 292 คนถูกจับกุมตัวได้ {3}
          4. สงครามกลางเมืองอเมริกา ในช่วงปี พ.ศ.2403-2408 เป็นสงครามกลางเมืองซึ่งเกิดขึ้นระหว่างรัฐที่ต้องการให้คงการมีทาสต่อไปในสหรัฐอเมริกา จำนวน 11 รัฐ กับรัฐทางเหนืออีก 25 รัฐ อาจกล่าวได้ว่าสงครามครั้งนี้เป็นสงครามที่นองเลือดที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีทหารเสียชีวิตกว่า 620,000 นาย  นักประวัติศาสตร์ จอห์น ฮัดเดิลสตัน ประเมินยอดผู้เสียชีวิตว่า ชายรัฐทางเหนือทุกคนที่อายุระหว่าง 20-45 ปี เสียชีวิตไป 10% และชายรัฐทางใต้ทุกคนที่อายุระหว่าง 18-40 ปี เสียชีวิตไป 30% {4}
          5. สงครามเวียดนาม เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2498 ถึงวาระที่กรุงไซ่ง่อนแตกเมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2518 เป็นสงครามที่แตกต่างกันทางลัทธิการเมืองโดยมีการหนุนหลังจากมหาอำนาจต่างประเทศ สงครามนี้คร่าชีวิตมนุษย์ไปประมาณ 1-3 ล้านคน และยังมีทหารชาวอเมริกันเสียชีวิตในข้อพิพาทนี้ 58,220 นาย {5} หลังสงคราม ประเทศชลอตัวไปเกือบ 30 ปี จากประเทศที่เคยเจริญรุ่งเรืองมากกว่าไทยในยุคปีกึ่งพุทธกาลหรือเมื่อ 50-60 ปีที่แล้ว กลับกลายเป็นประเทศที่ล้าหลังกว่าไทยจนถึงทุกวันนี้
          6. สงครามกลางเมืองในกัมพูชา ก็เป็นเช่นเดียวกับสงครามเวียดนาม แต่มีถึง 2 คำรบ คำรบแรกเป็นการต่อสู้ระหว่างเขมรแดงกับเขมรที่สนับสนุนโดยสหรัฐอเมริกา ใช้ระยะเวลา 5 ปี และสิ้นสุดลงหลังจากการสู้รบผ่านไป 5 ปี รัฐบาลเขมรแดงชนะเมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2518 {6} และอีกคำรบหนึ่งคือการปกครองของเขมรแดงที่ทำให้ประชาชนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก จนถึงการเสียชีวิตของนายพอลพตผู้นำเขมรแดงในปี พ.ศ.2541 ทหารเขมรแดงจึงยอมวางอาวุธ {7} รวมระยะเวลาแห่งความขัดแย้งเกือบ 30 ปี ทำให้กรุงพนมเปญซึ่งเคยได้ชื่อว่าเป็น "ปารีสแห่งตะวันออก" หมดเสน่ห์ไปในที่สุด
          7. กรณีคอมมิวนิสต์ไทย นับแต่การต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธในปี พ.ศ.2508 คอมมิวนิสต์ไทยก็ขยายตัวต่อเนื่อง ยิ่งเกิดกรณีการปราบปรามนักศึกษาในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ก็ยิ่งทำให้มีแนวร่วมเพิ่มขึ้น แต่ไม่กี่ปีต่อมาการต่อสู้ก็จบสิ้นลง หลายคนเข้าใจว่าความสงบเกิดจากนโยบาย 66/2523 {8} ที่ประนีประนอม  แต่ความจริงคอมมิวนิสต์ไทยหมดโอกาสชนะแล้วเพราะเกิดความขัดแย้งในหมู่ประเทศสังคมนิยม และรัฐบาลไทยยังสามารถเจรจากับรัฐบาลจีนได้สำเร็จ ดังนั้นพวกเขาจึงยอมวางอาวุธในที่สุด
          8. กรณีโจรใต้ของไทย กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ส่วนหน้า ได้สรุปยอดความสูญเสียจากสถานการณ์ความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม 2547 - 31 ธันวาคม 2556 พบเหตุการณ์ความไม่สงบถึง 15,192 เหตุการณ์ แยกเป็นการก่อความไม่สงบ 10,662 เหตุการณ์ก่ออาชญากรรม 1,507 เหตุการณ์ก่อกวน 2,444 เหตุการณ์ การปิดล้อมปะทะ และจับกุม 579 เหตุการณ์ มีผู้บาดเจ็บจำนวนรวมทั้งสิ้น 10,593 ราย ทางราชการได้สูญเสียเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ไปแล้วรวมกว่า 4,399 นาย อย่างไรก็ตาม กลุ่มประชาชนผู้บริสุทธิ์ซึ่งตกเป็นเป้าหมายอ่อนแอได้รับบาดเจ็บรวม 5,782 ราย เสียชีวิตอีก 3,786 ราย รวมสรุปจำนวนผู้บาดเจ็บ และเสียชีวิตจทั้งสิ้น 16,519 ราย {9}
          จะเห็นได้ว่าสงครามที่เกิดขึ้นทำให้มีผู้เสียชีวิตนับหมื่นจนถึงนับล้านคน มูลค่าทรัพย์สินเสียหายมหาศาลอย่างยากที่จะประเมินได้ อย่างกรณีภาคใต้ของไทย เฉพาะระหว่างปี พ.ศ.2548-2550 ก็เกิดความสูญเสียไปมหาศาล ทำให้มูลค่าอสังหาริมทรัพย์ลดลงไปประมาณ 5% {10} และใช้เวลายาวนานกว่าจะฟื้นคืน ซึ่งเป็นสิ่งที่คนไทยพึงสังวร
          สำหรับประเทศไทย ณ เวลานี้ สงครามกลางเมืองสำคัญอาจกำลังก่อตัวขึ้น ด้วยความไม่พอใจ การขาดความยุติธรรม การทุจริตและประพฤติมิชอบต่าง ๆ นานา ซึ่งแทนที่จะทำความเข้าใจร่วมกัน กลับกลายเป็นการสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นจากการตอกลิ่มต่าง ๆ นานา ดังนั้นจึงอาจเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างคนไทยด้วยกันเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่ง
          สงครางกลางเมืองที่อาจเกิดขึ้นอย่างขนานใหญ่ จึงอาจเป็นสงครามระหว่างสีเสื้อที่แตกต่างกัน หรือระหว่างกลุ่มอำนาจที่แตกต่างกัน ระหว่างกลุ่มอำนาจใหม่อำนาจเก่า ซึ่งกรณีเช่นนี้อาจใช้เวลาฟักตัวหลายปี และใช้เวลาทำสงครามแตกหักอีกหลายปีเช่นกัน หากเกิดสงครามขึ้นจริง ก็จะทำให้ประเทศถดถอยเช่นที่เคยถดถอยในประเทศในอินโดจีน ทำให้ไทยกลายเป็นประเทศที่ล้าหลังลงไปอย่างน่าเสียดาย 
          เราจึงควรเรียกร้องสันติภาพให้เกิดขึ้นในประเทศไทย

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 27 มกราคม 2557 หน้า 11